วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

พระสุภาเถรี

พระสุภาเถรีภิกษุณี พระเถรีผู้แกร่งกล้า”
เรื่องนี้ผมอ่านแล้วน้ำตาไหลเลยครับ อยากให้ลองอ่านกันดู เป็นเรื่องของ "อิสตรีผู้ครองเพศพรหมจรรย์มุ่งหวังความหลุดพ้น กับพาลชนผู้ลุ่มหลงกามารมณ์หมายมุ่งจะข่มขืน" ชายใดผู้มีจิตสำนึกได้อ่านเรื่องนี้แล้ว คงจะไม่คิดทำร้ายสตรีเพศทั้งทางกาย และทางใจให้ต้องตรองตรมเป็นแน่ครับ

แสงแดดทางทิศตะวันตกสาดส่องอาบทั่วเชตวนาราม ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาผู้ใคร่สิกขาบททำข้อวัตรปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจที่ใสบริสุทธิ์ มองดูสงบเงียบไร้เสียงพูดคุยอันสนุกสนานอันเป็นการคะนอง พุทธสาวกผู้ใคร่ธรรมอยู่รู้ไม่สร่าง ตั้งสติทำข้อวัตรปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมซึ่งเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ ดุจราชสีห์ มีความแวดระวังในการยืนเดินนั่งนอน ตะวันคล้อยใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว แต่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในวัดเชตวัน ที่มีจิตยังชุ่มไปด้วยกิเลสยังคงเร่งความเพียร ดั่งทินกรจะไม่มีวันลาลับขอบฟ้าเหมือนว่าทิวาการจะไม่มีวันสิ้นสุด

๏ บรรลุอนาคามีผลภายใน ๓ วันหลังออกบวช

ภิกษุณีนางหนึ่งอาศัยป่าด้านทิศใต้เป็นที่หลีกเร้นในวัดเชตวัน นางพรางคิดว่าก่อนบวชเราศรัทธาในพระศาสดา เห็นพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงมาอยู่แค่เอื้อม สละทรัพย์สมบัติจากตระกูลพราหมณ์ที่มหาศาลผู้เป็นบิดา สละจากกุลธิดาผู้พรั่งพร้อมมาขอทานประทังชีวิต สละความงามที่ไม่มีใครปานมาเป็นภิกษุณี ผู้อยู่แต่เดียวดาย แม้ผิวพรรณแต่ก่อนเป็นดั่งทอง แต่เดี๋ยวนี้กลับหมองคล้ำไป "สุภา" สุภาชื่อเราที่ใครๆ นิยมชมชื่นว่างามยิ่งในราชคฤห์ อีกไม่กี่วันเขาก็คงลืมหาย นางพิจารณาหัวข้อธรรมบางประการ ประคองจิต และสติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พรางรำลึกถึงธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเมื่อสายวานนี้ เพื่อเทียบกับใจและความเพียรที่กำลังเพ่งพิศอยู่ พระธรรมเทศนาของพระศาสดานั้นช่างโดนใจของนางเสียเหลือเกิน ในขณะที่นางกำลังต่อสู้กับกิเลสอยู่นั้น นางย้อนรำลึกถึงพระธรรมเทศนาประดุจธาราที่หลั่งไหลมาจากภูเขาสูงซัดสาดเอาสิ่งสกปรกทั้งหลายมาด้วย

พระพุทธองค์ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เมฆคือฟ้ามี ๔ อย่างคือ
๑. ฟ้าคำรามแต่ฝนไม่ตก
๒. ฝนตกแต่ฟ้าไม่คำราม
๓. ฟ้าไม่คำราม ทั้งฝนก็ไม่ตก
๔. ฟ้าคำรามด้วยทั้งฝนก็พลอยตกด้วย

ภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยเมฆคือฟ้า ๔ จำพวกนี้จึงมีปรากฏอยู่ในโลกนี้คือ
คนบางคนในโลกนี้ เป็นคนชอบพูดแต่ไม่ชอบทำ เป็นคนดุจฟ้าคำรามแต่ฝนไม่ตก

คนบางคนในโลกนี้ เป็นคนชอบทำแต่ไม่ชอบพูด เป็นคนประดุจฝนตกแต่ฟ้าก็ไม่คำราม

คนบางคนในโลกนี้ เป็นคนไม่ชอบพูดด้วยทั้งไม่ชอบทำ เป็นคนประดุจฟ้าไม่คำรามและทั้งฝนก็ไม่ตก

คนบางคนในโลกนี้ เป็นคนชอบพูดด้วยและชอบทำด้วย เป็นคนประดุจฟ้าคำรามด้วยและฝนก็พลอยตกลงไปด้วย

ภิกษุทั้งหลายบุคคลเปรียบด้วยเมฆคือฟ้า ๔ จำพวกนี้ จึงมีปรากฏอยู่ในโลกนี้ บุคคล ๔ จำพวกที่พระศาสดาตรัสไว้ เราจะถูกจัดไว้ในจำพวกไหนในเวลานี้หนอ นางพรางคิดแล้ว น้ำตานางก็เอ่อออกจากเบ้าตา นางพรางคิดถึงพระดำรัสของพระศาสดาเพื่อย้ำเตือนจิตใจ เพื่อต่อสู้กับกิเลสฝ่ายต่ำที่ย่ำยีหัวใจมาช้านาน

นางสูดลมหายใจลึกๆ แล้วอุทานเบาๆ ว่า โอ ! ธรรมชาติของกิเลสมันเป็นอย่างนี้เอง เราจะอยู่ในชาติชั้นวรรณะเพศภาวะใดๆ ก็ตาม มันก็คงตามรังควานจิตใจของเราอยู่เสมอ ตราบใดที่มีอวิชชาเป็นฝ้าบังปัญญา ตราบนั้นมนุษย์ก็ยังคงเป็นผู้โง่เขลา ทั้งๆ ที่หลงระเริงว่าตัวเองฉลาด

จิตใจของนางโปร่งโล่งเบาสบาย คลายทุกข์คลายกังวล ความศรัทธาของนางเกิดขึ้นต่อพระศาสดาเมื่อคราวพระองค์เสด็จมาถึงกรุงราชคฤห์ ก่อนบวชเมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาเกิดศรัทธาอย่างยิ่ง เกิดความสังเวชในสังสารวัฏ เห็นโทษในกามทั้งหลาย และกำหนดเอาเนกขัมมะคือการบวชเป็นทางชีวิต บวชในสำนักของนางภิกษุณี นามว่า "ปชาบดีโคตมี"

สุภาภิกษุณีตั้งใจบำเพ็ญสมถะวิปัสสนา โดยยึดเอาหัวข้อธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงมาพิจารณา โดยกาลไม่นานนักเพียง ๓ วัน แห่งการอุปสมบทเป็นภิกษุณี นางก็สำเร็จอนาคามิผลเป็นพระอนาคามีในพระพุทธศาสนา บัดนี้ใจของนางมีคุณธรรมเป็นเครื่องรองรับแล้ว กิเลสที่เคยก่อกวนใจให้หักเห บัดนี้ไม่มีแล้ว นางจึงเหมือนวัวตัวแรกพร้อมที่จะออกจากคอกคือวัฏฏะที่รุมล้อมจิตใจมานานแสนนาน ถึงนางยังไม่บรรลุอรหันต์ แต่ทุกข์นั้นก็มีน้อยเต็มที

๏ พระสุภาเถรี ประสบกับนักเลงเจ้าชู้ ยืนดักหมายจะขืนใจ

สุภาภิกษุณีอยู่วัดเชตวันได้ ๑๐ พรรษา เป็นพระเถรีแล้ว แต่ความงามและเรือนร่างยังเป็นที่ติดตาตรึงใจสำหรับบุรุษผู้ไม่เบื่อในกามทั้งหลาย พระสุภาเถรีเป็นผู้มีรูปโฉมงดงาม ถึงเป็นภิกษุณีก็เป็นที่ปองหมายของบุรุษวัยแรกหนุ่มและวัยแก่ในเมืองราชคฤห์

อยู่มาวันหนึ่งพระเถรีปรารถนาจะหลีกเร้นหาที่สงบสงัด เนื่องจากมีที่ไม่ไกลจากวัดเชตวันมากนักเป็นสวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจ สวนมะม่วงนั้นน่าปลื้มใจเป็นที่สบายน่ารื่นรมย์ใจอย่างยิ่งเพราะพรั่งพร้อมด้วยภูมิภาค และพรั่งพร้อมด้วยร่มเงาและน้ำ ขณะที่นางกำลังเดินไปพักกลางวันที่สวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจ ชายนักเลงหญิงคนหนึ่งเป็นชาวกรุงราชคฤห์ เป็นหนุ่มแรกรุ่น เป็นลูกชายของนายช่างทองผู้มีสมบัติมากผู้หนึ่ง เป็นคนหนุ่มสะสวย เป็นผู้ชอบเที่ยวมัวเมา มองเห็นพระเถรีเดินทางสวนมาก็เกิดจิตปฏิพัทธ์จึงยืนขวางทางกั้นไว้ด้วยหมายจะขืนใจ

พระเถรีจึงกล่าวขึ้นว่า "ท่านหนุ่มผู้เป็นบุตรของนายช่างทอง ข้าพเจ้าทำผิดอะไรต่อท่าน ท่านจึงมายืนกั้นขวางทางข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี เป็นผู้หญิง การปฏิบัติต่อสตรีอย่างนี้มันไม่สมควร บุรุษไม่ควรปฏิบัติต่อสตรีด้วยอาการเยี่ยงนี้ ดูก่อนท่านพ่อหนุ่ม ผู้ชายไม่ควรถูกต้องหญิงที่บวชแล้วเลย และหญิงก็ไม่ควรถูกต้องชายที่บวชแล้ว หญิงที่บวชแล้วและชายที่บวชแล้วก็ไม่ควรถูกต้องซึ่งกันและกัน จะป่วยกล่าวไปใยถึงการถูกต้องผู้ชายเล่า

แม้โดยจารีตของโลก ชายก็ไม่ควรถูกต้องหญิงนักบวชทั้งหลาย ส่วนหญิงนักบวชไม่สมควรถูกต้องแม้แต่สัตว์เดรัจฉานตัวผู้ หญิงนักบวชนั้นไม่สมควรถูกต้องชาย แม้ผู้มีของภายนอกด้วยของภายนอกโดยอำนาจราคะเลยทีเดียว สิกขาเหล่าใดอันพระสุคตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ทรงบัญญัติ เฉพาะภิกษุณีทั้งหลายไว้ในศาสนาที่หนักดังฉับหินคือ ที่ควรเคารพ เหตุไรท่านจึงมายืนกั้นขวางทางเราผู้กำลังจะเดินไป ผู้มีส่วนบริสุทธิ์ด้วยสิกขาเหล่านั้นไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ส่วนท่านสิเป็นผู้มีจิตขุ่นมัวสกปรกไม่สะอาด มีธุลีคือราคะเป็นต้นทับถมจิตใจ

ท่านพ่อหนุ่ม เพราะเหตุไรท่านจึงมายืนขวางทางเราเพื่อจะปลุกปล้ำ เราเป็นหญิง เราเป็นผู้มีจิตไม่ขุ่นมัวแล้วปราศจากราคะ ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน มีจิตหลุดพ้นแล้วจากเบญจขันธ์ทั้งมวล ท่านหนุ่มผู้เป็นบุตรแห่งนายช่างทอง พระเถรีกล่าวขึ้นดังๆ เพื่อกลบความเงียบสงัดในไพรสณฑ์ ท่านเคยเห็นพระศาสดาและฟังธรรมของพระองค์บ้างหรือ พระองค์เคยตรัสว่า อันร่างกายนี้สะสมไว้แต่ของสกปรกโสโครก มีสิ่งปฏิกูลไหลออกจากทวารทั้ง ๙ มีช่องหู มีช่องจมูก น่ารังเกียจ เป็นที่อาศัยแห่งสัตว์เล็กสัตว์น้อย เป็นป่าช้าแห่งซากสัตว์นานาชนิด เป็นรังแห่งเชื้อโรค เป็นที่เก็บมูตรและกรีษ อุปมาเหมือนถุงหนังซึ่งบรรจุเอาสิ่งโสโครกต่างๆ เข้าไว้ แล้วซึมออกมาเสมอๆ เจ้าของกายจึงต้องขัดถูวันละหลายๆ ครั้ง

เมื่อเว้นจากการชำระล้างแม้เพียงวันเดียวหรือ ๒ วัน กลิ่นเหม็นก็ปรากฏเป็นที่น่ารังเกียจเป็นของน่าขยะแขยง ร่างกายนี้เป็นเหมือนเรือนซึ่งสร้างด้วยโครงกระดูก มีหนังและเลือดเป็นเครื่องฉาบทา ที่มองเห็นเปล่งปลั่งผุดผาดนั้นเป็นเพียงผิวหนังเท่านั้น เหมือนมองเห็นความงามแห่งหีบศพอันวิจิตรตระการตา ผู้ไม่รู้ก็ติดในหีบศพนั้น แต่ผู้รู้เมื่อทราบว่าเป็นหีบศพ แม้ภายนอกจะวิจิตรตระการตาเพียงไร ก็หาพอใจยินดีไม่เพราะทราบชัดว่าภายในแห่งหีบศพอันสวยงามนั้นมีสิ่งปฏิกูลพึงรังเกียจ"

เมื่อพระเถรีกล่าวจบลง บุรุษหนุ่มผู้บ้ากามนั้นก็หาคลายความกำหนัดลงแต่อย่างใดไม่ แววตาแห่งกามและกริยาที่กำหนัดนั้นแสดงออกมาทางไตรทวาร เมื่อพระเถรีสังเกตเห็นกริยาดังนั้น จึงกล่าวขึ้นเพื่อตอกย้ำว่า

ท่านหนุ่ม ผู้เป็นบุตรแห่งนายช่างทอง การที่ท่านประสงค์จะข่มขืนปลุกปล้ำหญิงที่อ้อนแอ้นไร้พละกำลังในการต่อสู้เช่นเรานี้ เป็นสิ่งที่น่าละอายอย่างยิ่ง อารามเชตวันที่พระศาสดาทรงประทับอยู่ก็ไม่ไกลจากที่แห่งนี้นัก การที่ท่านปรารถนาจะทำกรรมอันน่าบัดสี พระองค์ต้องทรงทราบอย่างแน่นอน เราเป็นภิกษุณี เป็นบุตรีของพระศาสดา ไฉนพระองค์จะไม่ทรงทราบกรรมอันจะนำท่านไปสู่นรกเช่นนั้น

ท่านเอย ! ไม่มีความสุขใดในโลกเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้หาได้ด้วยตัวของเราเอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรสร้างสิ่งต่างๆ ไว้เพื่อตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไปไม่ทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจให้ไหลลื่นไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้นเป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อยเหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการปลาตัวเล็กๆ เพียงตัวเดียว

มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกินและเรื่องเกียรติจนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือดวงจิตที่ผ่องแผ้ว เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา และเรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกหามเอาไว้ เมื่อมีเกียรติมากขึ้น ภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้ว ในหมู่ชนที่เพ่งมองความงามแต่ด้านภายนอกนั้น จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลาไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวโลกีย์ของโลกอย่างหลับหูหลับตา เขาพากันบ่นว่าหนักและเหน็ดเหนื่อย พร้อมๆ กันนั้น เขาได้แบกก้อนหิน วิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตชนิดที่ไม่รู้จักปลงวาง"

เมื่อสุภาภิกษุณีกล่าวจบลงท่ามกลางความเงียบสงัดในป่าใหญ่ บุรุษผู้มีความใคร่ได้นางไว้เชยชมหยุดนิ่งท่ามกลางทางแคบๆ ที่ไร้ผู้คนสัญจรไปมา ท่านเอยจะมีอะไรหละที่บุรุษต้องการจากสตรีนอกจากได้นางมาเป็นของตน และเชยชมสมใจที่กระหายอยากได้อยากสัมผัส

บุรุษหนุ่มผู้เป็นบุตรแห่งนายช่างทองจึงกล่าวขึ้นว่า "แม่นาง ท่านยังเป็นสาวทั้งรูปร่างก็สวยไม่สร่าง การบวชเป็นภิกษุณีไม่เห็นมันจะดีตรงไหน ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร ท่านจงเปลื้องจีวรทิ้งเสียเถิดนะ อันผ้าย้อมด้วยน้ำฝาดสีหมองคล้ำไม่เหมาะกับแม่นางผู้สง่างาม แม่นางต้นไม้ทั้งหลายเกิดขึ้นด้วยเกสรดอกไม้ดูแล้วน่ารื่นรมย์โชยกลิ่นดอกบานสะพรั่งหอมไปทั่วป่า ฤดูนี้เริ่มฤดูฝนเป็นฤดูมีความสุข ถ้ามีการสัมผัสกัน สัมผัสนั้นคงเป็นที่สบาย ความเกิด ความแก่ ความเจ็บและความตาย เราก็คงลืมไปสิ้น มาสิแม่นางมาร่วมรักกัน มาอภิรมย์กัน อย่าหุนหันและขัดขืน

ถ้าเราทั้ง ๒ ได้ร่วมรักกันในป่านี้ คงไม่มีอะไรน่าปรารถนายิ่งไปกว่า แม่นางต้นไม้ทั้งหลายยอดออกดอกบานสะพรั่งแล้ว ต้องลมไหวระริกดังจะมีเสียงคร่ำครวญ แม่นางเข้ามาอยู่ในป่าเพียงคนเดียวไม่เห็นจะมีอะไรน่ายินดีเลย บุรุษหนุ่มพูดจบพร้อมขยับเข้าไปใกล้ๆ เหมือนได้ใจในวาทะตนที่คมคายพร้อมกับกระหยิ่มภายในใจว่า ตนนั้นสามารถครองใจสตรีเพศได้โดยไม่ยากเย็น แม่นาง เขากล่าวขึ้นอีก ป่าใหญ่หมู่สัตว์ร้ายๆ อาศัยอยู่ เขาพูดขึ้นพร้อมกับแสดงท่าทางแห่งผู้เจนจัด ป่านี้คลาคล่ำไปด้วยช้างพลายตกมันและช้างพัง สถานที่แห่งนี้ไม่มีผู้คน น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก กลุ่มเนื้อร้ายมีราชสีห์และเสือเป็นต้น มักมาซุ่มทำร้ายและกินคนในที่นั้นๆ แม่นางไม่มีเพื่อนยังปรารถนาจะอยู่ป่าต่อไปอีกหรือ"

เมื่อเขาพูดจบลงพร้อมกับแสดงท่าทีว่านางภิกษุณีจนในปัญหา และเห็นสิ่งที่ตนบรรยายมาเป็นสิ่งที่น่ายินดี น่าอภิรมย์ ธรรมชาติของผู้ชายมักเข้าข้างตัวเองเสมอ ผู้ชายโดยทั่วๆ ไปมักเป็นเช่นนี้ เมื่อเห็นสตรีมองก็ทึกทักเอาว่าเขารักตัว ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

สุภาภิกษุณีครุ่นคิดด้วยความมีสติและพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า นางคิดอยู่อย่างเดียวว่าทำอย่างไรนางจะรอดพ้นจากการปลุกปล้ำข่มขืน นางกลัว กลัวเหลือเกิน กลัวความเศร้าหมองแห่งเพศพรหมจรรย์ แต่ที่สำคัญนางไม่อยากเป็นต้นเหตุให้บุรุษผู้นี้จมลงสู่ท้องอเวจีไม่มีวันเห็นแสงสว่างแห่งพระธรรม ความนิ่งความอ่อนโยนทำให้บุรุษผู้ร่านราคะนั้นตายใจและผ่อนคลายลงไปได้บ้าง บุรุษผู้บ้ากามนั้นก็พลันหันมามองนางเหมือนตุ๊กตาที่เด็กนิยมชมเล่น แม่นางผู้มีความงามสุดที่จะเปรียบเปรย บุรุษหนุ่มเอ่ยขึ้นเพื่อให้นางเกิดกำหนัดและโอนตาม แม่นางช่างนิ่งงามเหมือนตุ๊กตาซึ่งนายช่างทองที่ฝีมือวิจิตรบรรจงสร้างขึ้น รูปร่างและจิตใจเป็นประดุจเทพอักษร ไม่มีหญิงใดงามเท่า ถ้าแม่นางทำตามใจของข้าพเจ้า แม่นางจะได้รับความสุข โจรล่าสวาทหนุ่มพูดจบลงแล้วยืนมองใบหน้าอันงามของสุภาภิกษุณี

นางกล่าวขึ้นอีกว่า "ท่านพ่อหนุ่ม การครองเรือนเป็นเรื่องยาก เรือนที่ครองไม่ดีย่อมก่อทุกข์ให้มากหลาย การอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นความทุกข์อย่างเดียว เครื่องจองจำที่ทำด้วยเชือก เหล็ก หรือโซ่ตรวนใดๆ ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นเครื่องจองจำที่แข็งแรงทนทานเลย แต่เครื่องจองจำคือบุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัตินี้แล รึงรัดมัดผูกสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในภพอันไม่มีที่สิ้นสุด เครื่องผูกที่หย่อนๆ แต่แก้ได้ยาก คือบุตร ภรรยา สามี และทรัพย์สมบัตินี่เอง รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ เหล่านี้เป็นเหยื่อของโลก

เมื่อบุคคลยังติดอยู่ในรูปเป็นต้นนั้น เขาจะพ้นจากโลกไม่ได้เลย ไม่มีรูปใดที่รัดรึงตรึงใจของบุรุษได้เท่ากับรูปแห่งสตรี และไม่มีรูปใดที่จะรัดรึงตรึงใจของสตรีได้มากเท่ากับรูปแห่งบุรุษ แนะ ท่านบุตรแห่งนายช่างทอง เสียงเบาๆ แห่งนางภิกษุณีผู้กำลังกล่อมเกลาบุรุษให้คลายความกำหนัดเอื้อนเอ่ยขึ้น นางพูดพร้อมพนมมือขึ้นเหนือเศียรเกล้าเพื่อระลึกถึงพระศาสดา มือน้อยๆ ที่เรียวงามของนางบรรจงวันทาและอัญชลีทำให้บุรุษอลัชชีผู้ไม่ละอายเกรงกลัวไปได้บ้าง

ท่านหนุ่มเอย บุคคลผู้ยังตัดอาลัยในสตรีไม่ได้ ย่อมต้องเวียนเกิดเวียนตายเวียนทุกข์อยู่ร่ำไป แม้สตรีก็เช่นเดียวกัน ถ้ายังตัดอาลัยในบุรุษไม่ได้ก็ย่อมประสบทุกข์อยู่ร่ำไป กิเลส กรรม และวิบากมีอำนาจควบคุมอยู่โดยทั่ว ไม่เลือกว่าเพศและภาวะใด แน่ะ ! ท่านหนุ่ม มนุษย์ผู้หลงใหลอยู่ในโลกิยารมณ์ ผู้เพลินอยู่ในความบันเทิงสุขอันสืบเนื่องมาจากความมึนเมาในกาม ทรัพย์ สมบัติ ชาติตระกูล ความหรูหราฟุ่มเฟือย ยศศักดิ์ และเกียรติอันจอมปลอมในสังคม ที่อยู่อาศัยอันสวยงาม อาหารและเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ต้องใส่ อำนาจและความทะนงตน ทั้งหมดนี้ทำให้บุคคลมีนัยตาฝ้าฟางมองไม่เห็นความงามแห่งพระสัทธรรมและความจริงแห่งชีวิต

นางพูดจบแล้วเงยหน้าขึ้นดูบุรุษนั้นหน่อยหนึ่ง ความดีและคนดีประดุจน้ำที่สะอาด สุภาภิกษุณี เธอเป็นหญิงที่ดี สะอาดทั้งกาย วาจา ใจ น้ำที่สะอาดย่อมเป็นที่ยินดีของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายฉันใด กาย วาจา ใจที่สะอาดของนางย่อมทำให้นางปลอดภัยได้ฉันนั้น ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมไม่ให้ตกไปสู่โลกที่ชั่ว บุคคลย่อมขาดอำนาจเพราะปราศจากการประพฤติธรรม แต่ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่พินาศไปเพราะเหตุใดๆ

ชายหนุ่มยืนนิ่งฟังนางภิกษุณีสาธยายแบบทัพพีไม่รู้รสแกง "ท่านเอยกิเลสนั้นมีกลมายาเล่ห์เหลี่ยมเสมอ บางทีทำเป็นรักแต่กลับชัง บางทีทำเป็นชังแต่กลับรัก บางทีต่อหน้าทำเป็นดีแต่ลับหลังกลับเชือดเฉือน กิเลสมักมีเล่ห์เหลี่ยมและกลมายาเสมอ"

เขาจึงพูดขึ้นว่า "แม่นางผู้มีดวงตาโศกดังกินรีเอย เชิญท่านมาอยู่ครองเรือนกับข้าพเจ้าเถิด แม่นางจงละการอยู่โดดเดี่ยวเพียงคนเดียว การนอนคนเดียว ละทุกข์ในเพศพรหมจรรย์เสีย มาสิ มาเสพสุขด้วยกามสมบัติ มาอยู่ครองเรือนกัน คนทั้งหลายในโลกนี้ เขาก็อยู่ครองเรือนกัน ท่านจะอยู่เดียวดายไปทำไม แม่นางจะได้อยู่ในปราสาทอันปราศจากลมพาล เป็นเสมือนวิมาน มีสาวใช้คอยทำการรับใช้ จะได้นุ่งห่มผ้าแคว้นกาสีเนื้อละเอียด แล้วประดับตบแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ และเครื่องลูบไล้ผิวพรรณ แม่นางเอย ! ดอกอุบลที่ผลุบโผล่ชูพ้นน้ำ ตั้งอยู่บานแล้วไม่มีหมู่มนุษย์ชมเชยแล้วฉันใด แม่นางก็เป็นสาวพรหมจารีฉันนั้น เมื่อส่วนแห่งเรือนร่างของแม่นางยังไม่มีใครชมเชยก็จะชราล่วงโรยไปเสียเปล่าๆ"

ไม่ว่านางสุภาภิกษุณีจะอธิบายอย่างไร ท่านหนุ่มก็แก้ปมได้อย่างนั้น ธรรมะเป็นสิ่งที่ทวนกระแสโลก แต่กิเลสมักเลื่อนไหลลงสู่ที่ต่ำและวิ่งตามกระแสโลก ผู้ประพฤติธรรมกับผู้ประพฤติกิเลสจึงเดินสวนทางกันไม่มีวันที่จะจับมารวมกันได้ นางภิกษุณียินดีพอใจที่จะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อธรรม แต่ในทางตรงกันข้าม ชายหนุ่มกับเป็นผู้มีความหลงยินดีพอใจที่จะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อกิเลส นางภิกษุณีไม่รู้จะทำประการใด จะไปก็ไม่ได้ นางอยากจะหนี หนีไปให้พ้น หนีให้พ้นจากคนใจบาป แต่นางก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

นางจึงเอ่ยขึ้นว่า "ท่านหนุ่มผู้เป็นบุตรแห่งนายช่างทอง กรรมอันใดที่ทำไปแล้วต้องเดือดร้อนใจในภายหลัง ต้องมีหน้าชุ่มด้วยน้ำตาเสวยผลแห่งกรรมนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่าการกระทำเช่นนั้นไม่ดี ควรละเว้นเสีย ท่านพ่อหนุ่ม ท่านคงเคยได้ยินกิตติศัพท์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เคยเป็นกษัตริย์ สละราชสมบัติออกบวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรม เมื่อพระองค์ยังอยู่ในวัยหนุ่ม มีเกศายังดำสนิท ถูกแวดล้อมด้วยสตรีล้วนแต่สะคราญตา เป็นที่น่าปรารถนาของบุรุษผู้ตัดอาลัยในบ่วงกามมิได้

ร่างกายนี้ไม่นานนักก็จะนอนทับถมแผ่นดิน ร่างกายนี้เมื่อปราศจากวิญญาณครองแล้วก็ถูกทอดทิ้งเหมือนท่อนไม้ที่ไร้ค่า อันเขาทิ้งเสียแล้วโดยไม่ใยดี แน่ะ ! ท่านผู้เป็นบุตรแห่งนายช่างทอง ในร่างกายนี้เต็มไปด้วยซากศพ อันจะถูกทอดทิ้งไว้ในป่าช้ารังแต่จะรกป่าช้า ร่างกายนี้มีการแตกสลายไปเป็นปกติ ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร ท่านพ่อหนุ่ม ข้าพเจ้าขอถามท่านจริงๆ ท่านเห็นสิ่งใดในตัวข้าพเจ้าแล้วยินดีพอใจ ขอท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้เถิด"

เมื่อนางภิกษุณีมีวาทีที่เปิดทาง ดูเหมือนหนุ่มเจ้าชู้จะได้ใจ เขารีบตอบทันทีว่า

"นัยน์ตาของแม่นางงาม นัยน์ตาของแม่นางงามที่สุด ความรักของข้าพเจ้าเกิดขึ้นอย่างแรงกล้าเพราะเห็นดวงตาทั้งคู่ของแม่นาง กามคุณย่อมกำเริบแก่ข้าพเจ้าโดยยิ่งเพราะเห็นหน้าและนัยน์ตาของแม่นาง ดวงตาของแม่นางเหมือนปลายดอกอุบลแดง ปราศจากมลทิน งามดั่งแผ่นทองคำ แน่ะ ! แม่นางผู้เป็นที่รักยิ่งของข้าพเจ้า ผู้มuนัยน์ตาบริสุทธิ์ทั้งยาว ทั้งกว้าง แม้ข้าพเจ้าจะเดินทางไกลสักเท่าใด ก็จะไม่นึกถึงอะไรอื่น จะนึกถึงดวงตาทั้งคู่ของแม่นางเพียงเท่านั้น แม่นาง สิ่งอื่นอันจะเป็นที่รักยิ่งไปกว่าดวงตาของแม่นางไม่ได้มีอีกแล้ว"

"ท่านพ่อหนุ่ม ท่านต้องการและรักนัยน์ตาของข้าพเจ้าจริงหรือ"

"ใช่แล้วแม่นาง ข้าพเจ้ารักนัยน์ตาของท่าน" ขณะบุรุษหนุ่มกล่าวจบลง ทันใดนั้นเอง นางสุภาภิกษุณีใช้นิ้วมือควักดวงตาทั้งสองออกจากเบ้าตา แล้วยื่นให้หนุ่มเจ้าชู้ทันทีพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า "ท่านหนุ่มเชิญท่านเอาดวงตาที่ท่านว่างามนี้ไปเถิด เราให้ดวงตานี้แก่ท่าน"

บุรุษหนุ่มนั้นมองเห็นพระเถรีควักนัยน์ตายื่นมาให้ตนตามความต้องการ ราคะความกำหนัดยินดีหายไปในทันใด พร้อมกับก้มลงกราบแสดงคารวะธรรมประดุจอสรพิษร้ายถูกถอนพิษ รีบกล่าวคำขอโทษในทันที "ข้าแต่แม่หญิง ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ข้าแต่แม่นางพรหมจารีผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่" เขากล่าวขึ้นพร้อมกับพนมมือแสดงอาการศิโรราบ

"ขอความไม่มีโรคพึงมีแก่แม่นางเถิด เบื้องหน้าแต่นี้ไปข้าพเจ้าจักไม่มีการประพฤติอนาจาร จักไม่ทำอย่างนี้อีกเป็นอันขาด" บุรุษหนุ่มแสดงอาการหวาดกลัว คำพูดก็สั่นเครือเหมือนจะไม่เชื่อสายตาในสิ่งที่ตนมองเห็น

แน่ะ ! ท่านหนุ่มผู้หลงผิด พระเถรีกล่าวขึ้นทั้งแสดงเมตตาจิตออกมาทางดวงหน้าและกิริยา "ท่านมากระทบกระทั่งบุคคลเช่นข้าพเจ้าก็เหมือนก่อกองไฟที่ลุกโชน เหมือนพยายามจับงูพิษร้าย ความสวัสดีคงมีแก่ท่านบ้างดอกนะ ข้าพเจ้ารับขมาท่าน ขอท่านจงเป็นสุข เป็นสุข"

นางพูดจบก็เดินเลี่ยงบุตรแห่งนายช่างทองผู้หื่นกามนั้นไป ไปยังวัดเชตวันที่พระบรมศาสดาประทับอยู่ น่าอัศจรรย์ น่าอัศจรรย์จริงๆ พระศาสดาทรงประทับรอขณะที่นางกำลังเดินทางมา นางเห็นพระศาสดาและพระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก พร้อมด้วยพุทธบริษัทหมู่ใหญ่กำลังฟังธรรมอยู่ในโรงธรรม ด้วยดวงตาคือญาณ นางคลานเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา เห็นพระมหาปุริสลักษณะอันบังเกิดด้วยบุญสมภารอันสูงสุด นางปลื้มปีติบันเทิงอยู่ในธรรมที่พระศาสดาทรงแสดง

พระองค์ทรงแสดงบทธรรมสั้นๆ ว่า "บัณฑิตไม่ควรประกอบกรรมชั่วเพราะเห็นแก่ความสุขส่วนตัว" พอพระศาสดาแสดงพระธรรมเทศนาจบลง ตาของนางที่มีเลือดไหลอาบอยู่นั้น ค่อยๆ กลับเป็นปกติและหายเป็นปกติดังเดิม นี่เป็นเพราะเหตุอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากพุทธานุภาพ นางอุทานเบาๆ ด้วยความปีติตื้นตันใจ โอ ! พุทธานุภาพ ช่างน่าอัศจรรย์ใจอะไรเช่นนั้น นางพิจารณาธรรมอยู่ไม่นานนักก็สำเร็จเป็นพระอรหันตี เป็นภิกษุณีพุทธสาวิกาผู้หาได้ยากในโลก และโลกยังจะต้องจารึกชื่อนางไว้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาสืบไปนานเท่านานว่านางสุภาภิกษุณีนี้เป็นสตรีผู้แกร่งกล้าและหาได้ยากในโลก

ภาพวาดโดย เอ ท่องถิ่นธรรม
Cr : https://goo.gl/KmHP8v

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วันเทโวโรหณะ

วันเทโวโรหณะ วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก ที่ประตูเมืองสังกัสสะนคร


ในพรรษาที่ 7 นับแต่ปีที่ตรัสรู้ พระพุทธองค์จึงได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดาอยู่หนึ่งพรรษา(3เดือน) ครั้นถึงวันปวารณาออกพรรษา วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 พระพุทธองค์จึงเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ทางบันไดทิพย์ ทั้ง 3 ได้แก่ บันไดเงิน และ บันไดทอง และ บันไดแก้ว ซึ่งสักกเทวราช (พระอินทร์) ให้พระวิษณุกรรมเนรมิตทอดจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์สู่โลกมนุษย์ ที่ ประตูเมืองสังกัสนคร ที่นั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนต่างมารอรับตักบาตรภัตตาหารกันอย่างเนืองแน่นชาวพุทธจึงยึด­ถือปรากฎการณ์ในวัน แรม1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ เรียก "วันเทโวโรหณะ" และ วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก เพราะวันนั้นโลกทั้ง 3 คือ สวรรค์ มนุษย์ และ นรก ต่างสามารถแลเห็นกันได้ตลอดทั้ง 3 โลก

วันเทโวโรหนะ หมายถึง วันทำบุญตักบาตรในเทศกาลวันออกพรรษา มีประวัติเล่าว่า ในสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วได้เสด็จ ไปประกาศ พระศาสนาในแคว้นต่าง ๆ ทั่วชมพูทวีป ตลอดจนไปทรงเทศนาโปรดพระพุทธบิดาและพระประยูรญาติทั้งหลาย ให้บรรลุมรรคผลตามสมควรแก่อุปนิสัยของแต่ละคน แล้วพระองค์ได้ทรงรำลึกถึงพระนางสิริมหามายา ซึ่งได้สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่พระองค์ประสูติได้ ๗ วัน ทรงดำริที่จะสนองคุณพระพุทธมารดา ดังนั้น จึงได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศนาพระอภิธรรมปิฏกโปรดพระพุทธ

มารดาอยู่หนึ่งพรรษา ครั้นวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ หรือหลังวันออกพรรษา ๑ วัน พระองค์เจ้าจึงได้เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มาประทับที่เมืองสังกัสสะ ประชาชนต่างพากันไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทำบุญตักบาตรกันอย่างเนื่องแน่น ด้วยเหตุนี้ พุทธศาสนิกชนจึงถือเอาวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากเทวโลกมาสู่เมืองมนุษย์ เพื่อโปรดสัตว์ ชาวบ้านทั่วไปเรียกวันนี้ว่า "วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก" หมายถึงเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงเปิดโอกาสให้โลกทั้ง 3 สามารถมองเห็นซึ่งกันและกันได้ ประกอบด้วย สวรรคโลก มนุษยโลก และนรกโลก เป็นวันแห่งอิสระ เสรีภาพของเหล่านางฟ้า เทพบุตร เทพธิดาในแดนสวรรค์ ตลอดจนเหล่าภูต ผี ปีศาจ เปรต และอสุรกายทุกรูปทุกนามในแดนนรกภูมิ สามารถจะไปไหนมาไหนก็ได้ เมื่อเหล่านางฟ้า เทพบุตร เทพธิดา ทั้งหลายได้ทราบข่าวอันเป็นมงคลยิ่งนี้ จึงได้รวมตัวกันประกอบพิธี "กวนข้าวมธุปายาส" เป็นข้าวที่กวนผสมกับน้ำผึ้ง เรียกว่า ข้าวทิพย์ พิธีกวนข้าวทิพย์นี้จะต้องกระทำในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เพื่อแจกจ่ายให้แก่เหล่านางฟ้า เทพบุตร เทพธิดา ได้นำไปใส่บาตรถวายสมเด็จพระสัมมาสัพพุทธเจ้า ขณะที่พระองค์กำลังเสด็จพระราชดำเนินลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 เรียกวันสำคัญในวันออกพรรษาวันแรกนี้ว่า "วันตักบาตรเทโวโรหณะ" ชาวบ้านเรียกวันนี้ว่า "วันตักบาตรเทโว"พุทธศาสนิกชนต่างถือปฏิบัติด้วยการทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหาร ดอกบัว ข้าวต้มโยน ข้าวสาร อาหารแห้ง เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บิดา มารดา ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว ตลอดจนอุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร เพื่อให้ตนได้รับส่วนบุญกุศลอันจะก่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และครอบครัว และทำสืบต่อมาเป็นประเพณีจนทุกวันนี้ และเรียกว่า "ตักบาตรเทโว"
Cr: https://goo.gl/wy5Lkk


วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2558

10/24




จัดสวยมากๆ
ใช้ในงานต่างๆตามวาระ
Cr: https://www.facebook.com/sanit.prachachote

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2558

พิธีบรรพชาสามเณรธรรมทายาท โครงการอุปสมบทหมู่ภาคฤดูร้อน ทุกหมู่บ้านทั่วไทย ครั้งที่ ๑๑
วันเสาร์ที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๘ ณ วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี

พิธีบรรพชาสามเณรธรรมทายาท วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2558

พิธีบรรพชาสามเณรธรรมทายาท โครงการอุปสมบทหมู่ภาคฤดูร้อน ทุกหมู่บ้านทั่วไทย ครั้งที่ ๑๑
วันเสาร์ที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๘ ณ วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี

พิธีบรรพชาสามเณรธรรมทายาท วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2558

พิธีบรรพชาสามเณรธรรมทายาท โครงการอุปสมบทหมู่ภาคฤดูร้อน ทุกหมู่บ้านทั่วไทย ครั้งที่ ๑๑
วันเสาร์ที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๘ ณ วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี

พิธีบรรพชาสามเณรธรรมทายาท วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2558






วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ตักบาตรพระ 3,000 รูป

ตักบาตรพระ 3,000 รูป วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2558 จ.ลำปาง ณ ถนนดวงรัตน์ อ.เมืองลำปาง
ประเพณีวันกตัญญูฉลองครบรอบ 1,335 ปี เมืองลำปาง ตักบาตรพระ 3,000 รูป วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 เวลา 08.00 น. ณ ถนนดวงรัตน์ แยกโรงเรียนลำปางเวียงทอง - แยกเพ็ญทรัพย์ อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง

ชมภาพที่ Link
http://on.fb.me/1z6BkE7

#ตักบาตรลำปาง
#ภาพดีๆ072
#สถานีวิทยุโทรทัศน์DMC























วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คนบันเทิงซึ่งเป็นที่กล่าวถึงในฐานะลูกกตัญญู

" นักแสดงหนุ่มคนดังไต้หวันยอดกตัญญู "

เผิง อวี๋เยี่ยน (Peng Yu yan) หรือ เอ็ดดี้ เผิง (Eddie Peng) นักแสดงหนุ่มสุดฮอตจากไต้หวัน ผู้ยอมทานข้าวกล่องแม้ในช่วงที่ชื่อเสียงโด่งดัง ออมเงินไว้เพื่อสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

สำหรับดาราหลายๆ คน พอมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ไลฟ์สไตล์ก็อาจจะถูกปรับเปลี่ยนให้กินหรู กินดี ใช้ของมีราคามากขึ้น แต่ยังมีดาราคนหนึ่งที่แม้จะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ หากแต่ครอบครัวยังไม่สบาย เขาก็ไม่อาจจะใช้ชีวิตอย่างหรูหราอยู่เพียงคนเดียวได้






และนั่นเองเป็นเหตุผลให้ เผิง อวี๋เยี่ยน (Peng Yu yan : 彭于晏) หรือ เอ็ดดี้ เผิง (Eddie Peng) นักแสดงหนุ่มหน้าใสชาวไต้หวัน ยอมอดทนทานข้าวกล่องทุกมื้อ เพื่อเก็บเงินส่งไปให้แม่ผู้อาศัยอยู่ในต่างแดน จนสามารถนำมาเป็นทุนเปิดร้านอาหารที่เซี่ยงไฮ้ได้สำเร็จ

ส่งผลให้ชื่อของ เผิง อวี๋เยี่ยน ได้กลายมาเป็นหนึ่งในคนบันเทิงซึ่งเป็นที่กล่าวถึงในฐานะลูกกตัญญู

ขอบคุณแหล่งข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟชบุ๊ก 彭于晏Eddie Peng
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://men.kapook.com/view112794.html

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บวชฟรี โครงการอุปสมบทหมู่1แสนรูป_ภาคฤดูร้อน_ทุกหมู่บ้านทั่วไทย_ปีพศ_2558


พระนพดล สิริวํโส

แชร์ต่อได้บุญ
บวชก็ยิ่งได้บุญ
#บวชโครงการอุปสมบทหมู่1แสนรูป_ภาคฤดูร้อน_ทุกหมู่บ้านทั่วไทย_ปีพศ_2558
***
"โอกาสสำคัญ...ของชีวิตลูกผู้ชาย คือการได้บวชตอบแทนพระคุณ"

บวชเพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม….

****ขอเชิญชวนชายไทยแท้ทุกท่าน
ร่วมบรรพชา อุปสมบท ในโครงการอุปสมบทหมู่ 100,000 รูป ภาคฤดูร้อน ทุกหมู่บ้านทั่วไทย ปี พ.ศ. 2558 ทุกศูนย์ฝึกอบรมประจำอำเภอ
เพื่อฝึกฝนอบรมตนเองตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพื่อความสุขในปัจจุบันและในภพชาติเบื้องหน้า อีกทั้งเพื่อทดแทนพระคุณของบุพการี
และสืบอายุพระพุทธศาสนา "บวชฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการบวช
"อบรมระหว่างวันที่ 14 มีนาคม ถึง 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558


***
กำหนดการรับสมัคร
ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 02-831-1234 หรือที่เว็บไซต์ www.dmycenter.com

*******
สนใจสมัครบวชกรอกข้อมูลได้ที่ลิ้งค์นี้ ได้เลยจ้า
https://docs.google.com/…/1odtxL3kr0FdvkyVmO1oWHki…/viewform


วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ถาม ที่ว่ารัก รักนั้นประการใด

ที่ว่ารัก รักนั้นประการใด
ถาม  ที่ว่ารัก รักนั้นประการใด

ตอบ  ตั้งแต่จำความได้ ทุกคนรู้จักคำว่า “รัก รัก รัก” กันทั้งนั้น รักพ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน วงศาคณาญาติ รักเพื่อนพ้อง ญาติสนิทมิตรสหาย รักสินทรัพย์ เงินทอง ข้าวของ ตลอดจนสัตว์เลี้ยง แต่ก็ไม่มีรักใดที่ยิ่งใหญ่กว่ารักตนเอง

          ดังที่พระพุทธพจน์ที่ว่า “ความรักเสมอด้วยตนไม่มี” ที่พระพุทธองค์ตรัสเช่นนี้เพื่อสอนให้ทุกคนรู้ว่าเมื่อเรารักตัวของเราเองยิ่งกว่าใครๆ คนอื่นเขาก็รักตัวของเขายิ่งกว่าใครๆ เหมือนกัน ฉะนั้นจึงไม่ควรทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่นให้ต้องได้รับทุกข์ฉันนั้น
 
          พระพุทธองค์ตรัสเรื่องเกี่ยวกับความรักไว้ว่า
          “ความโศกเกิดแต่ความรัก ภัยคือความกลัวเกิดแต่ความรัก ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้พ้นวิเศษแล้วจากความรัก ความกลัวจักมีแต่ที่ไหน”
          ก็ความรักอันเป็นเหตุให้เกิดความโศกและความกลัวนี้ เป็นความรักที่เนื่องด้วยโลภะตัณหาอันเป็นบาปอกุศล เป็นความรักที่เกิดจากความต้องการผูกพันรักใคร่ แต่ยังมีความรักอีกชนิดหนึ่งซึ่งปรารถนาจะให้ผู้อื่นได้รับความสุขโดยประการเดียว รักโดยไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ เป็นความรักที่บริสุทธิ์สะอาดเพราะมีอโทสะ ความไม่โกรธเป็นมูลราก จึงเป็นบุญกุศลความรักชนิดนี้คือ เมตตา

          ความรัก ๒ อย่างนี้ มีเหตุเกิดต่างกัน ผลที่ได้รับจึงต่างกัน ความรักชื่อว่าเมตตา เป็นประเสริฐ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทุกคนมีเมตตาต่อกัน ถ้าทุกคนมีเมตตาต่อกัน โลกนี้จะเต็มไปด้วยความสุข เพราะไม่มีใครเบียดเบียนประทุษร้ายใครๆ ให้เดือดร้อน

          พระพุทธเจ้านั้นมากไปด้วยพระเมตตา ทรงรักทุกคนแม้แต่ศัตรู เหมือนกับทรงรักพระราหุลราชโอรส พระองค์ทรงปรารถนาให้ชาวโลกได้อยู่เย็นเป็นสุข จึงทรงสอนให้มีศัลห้าเป็นประการแรกนั่น คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดประเวณี ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มสุราเมรัย เพราะเพียงการมีศีลห้าเพียงอย่างเดียว ชาวโลกก็จะมีแต่ความสุขหาประมาณมิได้ เพราะการไม่ฆ่าสัตว์นั้น ไม่ทำให้สัตว์ต้องบาดเจ็บล้มตายด้วยน้ำมือเรา เป็นการเอื้อเอ็นดูต่อสัตว์ เป็นการให้ชีวิตแก่สัตว์

          รองลงมาจากรักชีวิต ทุกคนรักทรัพย์สินสิ่งของของตน การไม่หยิบฉวยลักขโมยทรัพย์สินสิ่งของผู้อื่นโดยที่เขาไม่อนุญาต เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สิ่งของของผู้อื่น

          คนที่มีบุตรภรรยาสามี ก็รักบุตรภรยาสามีของตน การไม่ล่วงละเมิดในบุตรภรรยาสามีของผู้อื่น เป็นการให้ความบริสุทธิ์แก่บุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น

          การไม่พูดเท็จ พูดแต่คำจริง เป็นการให้ความจริงแก่ผู้อื่น

          การงดเว้นจากการดื่มสุราเมรัย สิ่งเสพติดมึนเมาทั้งปวง เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทุกสิ่ง คือให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์ แก่ทรัพย์สินของผู้อื่น ให้ความบริสุทธิ์แก่บุตรภรรยาสามีของผู้อื่น ให้ความจริงแก่ผู้อื่น เพราะผู้ที่มึนเมาย่อมขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ สามารถจะทำสิ่งชั่วร้ายได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าบุตร ภรรยา สามีของตน ในที่สุดแม้แต่การฆ่าตนเองก็มิได้เว้น

          เพราะฉะนั้น การมีศีลห้าจึงเป็นการรักษาตนเองและรักษาผู้อื่นให้พ้นจากภัยเวร ผู้มีศีลห้าจึงต้องมีเมตตาประจำใจ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราว่าเรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด คนอื่นเขาก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น ทุกคนในโลกนี้ก็จะอยู่เป็นสุข แม้จากโลกนี้ไปแล้วก็อยู่เป็นสุขในโลกอื่น

          สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน พระคาถาธรรมบท ปิยวรรค ว่า
          บุญทั้งหลายย่อมต้อนรับบุคคลที่ทำบุญ ไว้ซึ่งจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น เหมือนพวกญาติเห็นญาติที่รักที่จากไปต่างถิ่นแล้วกลับมา ย่อมต้อนรับด้วยความยินดี ฉะนั้น
          คือย่อมต้อนรับด้วยเครื่องบรรณาการอันเป็นทิพย์ คืออายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์และความเป็นใหญ่ทิพย์ ตลอดจนรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะอันเป็นทิพย์
          ชาวโลกทุกวันนี้ต่างอ้างว่ามีศาสนาประจำใจตน แต่ยังมากไปด้วยความโลภ อยากได้ทั้งอำนาจและทรัพย์สินที่มิใช่ของตนโดยไม่ชอบธรรม แม้เมื่อไม่ได้หรือได้ไม่พอก็ทำลายล้างกัน ไม่สนใจว่าใครจะเป็นจะตาย พิกลพิการ ขอให้ตนได้ในสิ่งที่ตนอยากได้เท่านั้น
          ความริษยา อาฆาต พยาบาท ก็เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงไม่แพ้ความโลภ การไม่ชอบหน้ากันเพียงคนสองคน ก็สามารถทำลายล้างคนเป็นแสนๆ ล้านๆ ได้ โลกทั้งโลกที่ต้องวุ่นวายเดือดร้อน ลุกเป็นไฟอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะความโลภและความริษยาอาฆาตของผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน รวมทั้งผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ประพฤติผิดธรรม ทอดทิ้งพ่อแม่ที่แก่เฒ่า แม้ผู้เป็นพ่อแม่ก็ทอดทิ้งลูกได้ตั้งแต่ยังแบเบาะ เพียงเพื่อให้พ้นความอับอายขายหน้าเท่านั้น
          ภัยอันตรายร้ายแรงที่เราคาดไม่ถึงว่าจะเกิด ก็ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเหตุให้ผู้คนนับแสนนับล้านต้องตายไปอย่างน่าสยดสยอง จะโทษใครเล่าถ้าไม่โทษการกระทำอันไร้เมตตาปราณีของพวกเราเองซึ่งนับวันจะทวี ความรุนแรงยิ่งขึ้น

          ขอมอบ พระพุทธภาษิต เป็นเครื่องเตือนใจเราทั้งหลายว่า
          เมื่อโลกสันนิวาสอันไฟ (คือราคะ โทสะ โมหะเป็นต้น) ลุกโพลงอยู่เป็นนิตย์ พวกเธอยังจะมัวร่าเริงบันเทิงอะไร เธอทั้งหลายอันความมืดคืออวิชชาปกคลุมแล้ว ทำไมจึงไม่แสวงหาประทีป(คือญาณปัญญา) เพื่อขจัดความมืดคืออวิชชานั้นเสียเล่า

ชายผู้ยากจนถามพระพุทธเจ้าว่า

ชายผู้ยากจนถามพระพุทธเจ้าว่า
"เหตุใดข้าพระองค์จึงยากจนยิ่งนัก?"

พระพุทธองค์ตรัสตอบ
"เธอไม่รู้จักการให้และวิธีให้"

ดังนั้นชายผู้ยากจนจึงพูดต่อว่า
"ทั้งๆที่ข้าพระองค์ไม่มีสิ่งใดให้นี่นะ?"

พระพุทธองค์ตรัสว่า
"เธอนั้นมีอยู่ไม่น้อยเลย"

ใบหน้า : ซึ่งสามารถให้รอยยิ้ม,
 ความสดใส,สดชื่น,เบิกบาน

ปาก : เธอสามารถชื่นชม,ให้กำลังใจ      หรือปลอบประโลม

หัวใจ : มันสามารถเปิดอกกับผู้อื่น,ให้ความจริงใจ,ใสบริสุทธิ์,ให้ความเมตตา 

ดวงตา : ที่สามารถมองดูผู้อื่นด้วย       สายตาแห่งความหวังดี,
ด้วยความโอบอ้อมอารี

ร่างกาย : ซึ่งสามารถใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

ฉะนั้น แท้จริงแล้วเธอมิได้ยากจนเลย
"ความยากจนในจิตใจ คือ
 ความยากจนอันแท้จริง"

เนื่องด้วย วันมาฆบูชา

ชมภาพ พิธีถวายโคมมาฆะประทีป วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2558 ณ.วัดพระธรรมกาย ปทุมธานี ประเทศไทย


   ใกล้ จะถึง วันมาฆบูชาแล้วครับ
ปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 4 มีนาคม 2558

วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปี วันมาฆบูชาจึงเป็นวันที่สำคัญมากวันหนึ่งของพระพุทธศาสนา
ความเป็นมาของวันมาฆบูชา

     เหตุที่พุทธศาสนิกชนถือว่า "วันมาฆบูชา" เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา เพราะมีเหตุการณ์พิเศษที่มาบรรจบกัน 4 ประการ หรือที่เรารู้จักกันดีว่า "จาตุรงคสันนิบาต" อันเป็นประดุจการปฐมนิเทศในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่โลกต้องจารึก เพราะเป็นการประชุมของผู้บริสุทธิ์ล้วนๆ และเป็นครั้งแรกที่มีการประขุมเพื่อรับฟังทิศทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
 
เหตุอัศจรรย์ในวันมาฆบูชา 4 ประการ

1. เป็นวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ ดวงจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ (วันเพ็ญเดือน 3 )
2. พระภิกษุ 1,250 รูป มาประชุมโดยมิได้นัดหมาย
3.ภิกษุเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6 ทั้งหมด ไม่มีภิกษุผู้เป็นปุถุชนหรือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีแม้สักรูปเดียวมาประชุมในครั้งนี้
4.พระภิกษุทั้งหมดเป็นผู้ที่ได้รับการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา ซึ่งพระบรมศาสดาทรงประทานการบวชให้

https://m.youtube.com/watch?v=kISFGx0d5Kc

อานิสงส์ถวายโคมมาฆประทีป
     1. ย่อมเป็นผู้รู้คุณของพระรัตนตรัย ทำให้มีศรัทธามั่นคง
     2. เป็นผู้มีความเคารพ มีสัมมาคารวะ
     3. เป็นผู้มีดวงตาสดใส สวยงาม มองได้ไกล ดวงตาบริสุทธิ์บริบูรณ์
     4. ทำให้เป็นผู้มีทิพยจักษุ (ตาทิพย์)
     5. มีผิวพรรณผ่องใส มีจิตใจสดชื่นเบิกบาน
     6. มีรัศมีกายสว่างไสว มีสติสัมปชัญญะ ไม่ประมาทในชีวิต
     7. ทำให้มีปัญญาเฉลียวฉลาด มีปฎิภาณว่องไว แตกฉานในสรรพวิชชาทั้งทางโลกและทางธรรม
     8. ย่อมไม่ไปเกิดในทุคติ
     9. ย่อมได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย




























































วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

๐สติ๐


มลิตฺถิยา ทุจฺจริตํ
มจฺเฉรํ ททโต มลํ
มลา เว ปาปกา ธมฺมา
อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ

ความประพฤติเสียหาย เป็นมลทินของสตรี
ความตระหนี่ เป็นมลทินของผู้ให้
ความชั่วทุกชนิด เป็นมลทิน
ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า

Misconduct is defilement of a woman.
Strininess is defilement of a donor.
Tainted indeed are all evil things,
Both in this world and the world to come.


ขออนุโมทนาบุญกับท่านเจ้าของภาพ
ด้วยรักปรารถนาดีจากพระอาจารย์ dmc.tv

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เดินทางของนักวิท

รูปถ่ายของดาวพลูโต byNASA เปิดโลกทัศน์ใหม่ของภารกิจ
By JONATHAN CORUM    UPDATED February 5, 2015

ยานอวกาศเปิดโลกทัศน์ใหม่อยู่ใกล้ดาวพลูโตและจะบินไปสำรวจดาวเคราะห์แคระในเดือนกรกฎาคม
Approaching Pluto When New Horizons was launched in early 2006,
ใกล้พลูโตเมื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ที่เปิดตัวในต้นปี 2006
 Pluto was still a planet. The spacecraft is now about 117 million miles from Pluto,
ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์  ยานอวกาศ ห่าง 117 ล้านไมล์จากดาวพลูโต
 which has been officially demoted to a dwarf planet.
ซึ่งได้รับการลดอย่างเป็นทางการ ว่าเป็น ดาวเคราะห์แคระ

These were the first images taken by the spacecraft on its approach to the dwarf planet.
เป็นภาพแรกที่ถ่ายโดยยานอวกาศ
 
July 2014: ORBITING PLUTO New Horizons was about 265 million miles away when it photographed Charon, Pluto’s largest moon, orbiting the dwarf planet.
กรกฎาคม 2014: ดาวพลูโตโคจรเปิดโลกทัศน์ใหม่คือประมาณ 265,000,000 ห่างออกไปเมื่อก่อนถ่ายภาพดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดของดาวพลูโตโคจรดาวเคราะห์แคระ

 Pluto’s four other known moons are too small to be seen at this distance.
 ดาวพลูโตสี่ดวงจันทร์ที่รู้จักกันอื่น ๆ ที่มีขนาดเล็กเกินไปที่จะมองเห็นได้ในระยะนี้

2012: A fifth moon Astronomers using the Hubble Space Telescope found the last of Pluto’s five known moons in 2012.
2012: นักดาราศาสตร์ดวงจันทร์ที่ห้าโดยใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลพบล่าสุดของดาวพลูโตห้าดวงจันทร์เป็นที่รู้จักกันในปี 2012

 Pluto, or Hades, is the god of the underworld in Greek mythology, and the new moon was named Styx after the river that souls cross to enter Hades.
ดาวพลูโตหรือฮาเดสเป็นเทพเจ้าแห่งนรกในตำนานเทพเจ้ากรีกและดวงจันทร์ใหม่เป็นชื่อหลังจากที่แม่น้ำปรภพที่จิตวิญญาณข้ามที่จะเข้าสู่นรก

2011: A fourth moon Hubble found a fourth moon orbiting Pluto in 2011.
2011: ดวงจันทร์ฮับเบิลที่สี่พบดวงจันทร์โคจรรอบสี่ดาวพลูโตในปี 2011
 The new moon was later named Kerberos, after the many-headed dog that guards the entrance to the underworld in Greek mythology.
ดวงจันทร์ใหม่ต่อมาเป็นชื่อของ Kerberos หลังจากที่สุนัขจำนวนมากที่หัวยามทางเข้านรกในตำนานเทพเจ้ากรีก

2006: No longer a planet In a controversial decision, the International Astronomical Union voted to demote Pluto to the status of dwarf planet.

2006: สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลลงมติให้ลดระดับดาวพลูโตสถานะของดาวเคราะห์แคระ

2005: Two new moons Hubble discovered two new moons around Pluto in 2005, bringing the total to three.
2005: สองดวงจันทร์ใหม่ฮับเบิลค้นพบดวงจันทร์สองดวงใหม่รอบพลูโตในปี 2005 รวมเป็นสาม

 One was later named Hydra, after the many-headed serpent of Greek mythology.
หนึ่งต่อมาเป็นชื่อไฮดราหลังจากหลายหัวงูของตำนานเทพเจ้ากรีก
 The second was named Nix, a modified spelling of Nyx, the Greek goddess of night.
ได้รับการตั้งชื่อที่สองห้ามสะกดแก้ไขของ Nyx, เทพธิดากรีกแห่งกลางคืน


2003: A glimpse of the surface Photographing Pluto has been compared with seeing the markings on a soccer ball 40 miles away.
2003: เหลือบของพื้นผิวการถ่ายภาพดาวพลูโตได้รับเมื่อเทียบกับการมองเห็นเครื่องหมายบนลูกฟุตบอล 40 ห่างออกไป
 The best images from the Hubble Space Telescope suggest a mottled surface of bright and dark patches that are changing over time.
ภาพที่ดีที่สุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลแสดงให้เห็นพื้นผิวจุดด่างดำของแพทช์สว่างและความมืดที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
1978: A moon for Pluto An astronomer taking measurements of Pluto noticed a bulge in some images of the distant planet, caused by a large moon orbiting close to the planet.
1978: ดวงจันทร์ดาวพลูโตสำหรับนักดาราศาสตร์การวัดของดาวพลูโตสังเกตเห็นกระพุ้งในภาพบางส่วนของดาวเคราะห์ที่ห่างไกลที่เกิดจากดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่ที่โคจรใกล้โลก
The new moon was named Charon, after the ferryman who brings souls across the river Styx to Hades, the underworld of Greek mythology.
ดวงจันทร์ใหม่เป็นชื่อก่อนหลังจากที่เรือข้ามฟากที่นำจิตวิญญาณข้ามแม่น้ำปรภพไปยังนรกนรกของตำนานเทพเจ้ากรีก
 The moon may have formed after a colllision between a large meteor and Pluto.
ดวงจันทร์อาจจะเกิดขึ้นหลังจากการ colllision ระหว่างดาวตกขนาดใหญ่และดาวพลูโต

1930: Pluto discovered Clyde W. Tombaugh, an amateur astronomer at the Lowell Observatory in Flagstaff, Ariz., noticed a small point of light moving across the background stars in these two images, which were taken six days apart. Mr. Tombaugh died in 1997, and the New Horizons spacecraft now carries a small portion of his ashes.

Sources: NASA and Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory. Images by NASA/Johns Hopkins except where noted. 
...................